วิธีคิดค่าไฟฉบับเข้าใจง่าย: คำนวณค่าไฟแอร์ติดผนังและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

History
ประเทศ/พื้นที
alt Thailand
ภาษา
ไทย
ยกเลิก ภาษา ยืนยัน
วิธีคิดค่าไฟ-2569-คำนวณเองได้ง่ายๆ-พร้อมสูตรเช็กค่าไฟต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า
วิธีคิดค่าไฟ 2569 คำนวณเองได้ง่ายๆ พร้อมสูตรเช็กค่าไฟต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า

เรียนรู้วิธีคิดค่าไฟและวิธีคำนวณค่าไฟสำหรับแอร์ติดผนัง พร้อมตัวอย่างคำนวณจริงเพื่อรู้ต้นทุนและลดบิลไฟฟ้า ด้วยเทคนิคประหยัดพลังงาน เช็กก่อนตัดสินใจ

2026/05/22

เคยไหม สิ้นเดือนเปิดดูบิลค่าไฟแล้วใจหายใจคว่ำ เพราะตัวเลขพุ่งสูงเกินคาด ทั้งที่พฤติกรรมการใช้ไฟก็แทบจะเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่ต่างจากเดือนก่อน คำถามที่ตามมาคือมันเกิดอะไรขึ้นกับค่าไฟเดือนนี้กันแน่ ซึ่งคำตอบอาจซ่อนอยู่ในโครงสร้างของบิลค่าไฟที่ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะค่าไฟฟ้าของบ้านเราไม่ได้ถูกคิดจาก 'จำนวนหน่วยคูณราคาคงที่' อย่างเดียว แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นอีกหลายส่วน ทั้งอัตราก้าวหน้าตามปริมาณการใช้งาน ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ค่าบริการรายเดือน และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งแต่ละตัวแปรนี้ล้วนส่งผลต่อยอดรวมในบิลทั้งสิ้น

ชวนรู้จักส่วนประกอบในบิลค่าไฟ

ก่อนจะเริ่มวิธีคำนวณค่าไฟ ต้องรู้ก่อนว่าบิลค่าไฟฟ้าของบ้านเรา ประกอบด้วย 4 ส่วนหลักดังนี้

1. ค่าพลังงานไฟฟ้า (ค่าไฟฐาน)

คิดตามจำนวนหน่วย (kWh) ที่ใช้จริงในแต่ละเดือน ด้วยอัตราก้าวหน้า ยิ่งใช้มาก ราคาต่อหน่วยยิ่งแพงขึ้น

2. ค่าบริการรายเดือน

เป็นค่าธรรมเนียมคงที่ที่การไฟฟ้าเรียกเก็บทุกเดือน ไม่ว่าจะใช้ไฟมากหรือน้อยเพียงใด

3. ค่า Ft (Fuel Adjustment Charge) หรือ ค่าไฟฟ้าผันแปรที่ปรับทุก 4 เดือน

สะท้อนถึงต้นทุนเชื้อเพลิง อัตราแลกเปลี่ยน และนโยบายพลังงาน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าไฟผันผวนแม้ใช้ไฟเท่าเดิม

4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%

คิดจากยอดรวมของทั้ง 3 ส่วนข้างต้น

สูตรคำนวณค่าไฟเบื้องต้น (แบบประมาณการ)

กำลังไฟฟ้า (วัตต์) ÷ 1000) x จำนวนชั่วโมงที่ใช้ใน 1 เดือน =  จำนวนหน่วย (ยูนิต)

เมื่อได้จำนวนยูนิตมาแล้ว จึงสามารถนำไปเปรียบเทียบราคาตามอัตราค่าไฟของการไฟฟ้าได้

 

 สร้างโดย AI

ตัวอย่างคำนวณ: แอร์ติดผนัง 1,200 วัตต์ วันละ 8 ชั่วโมง

(1,200 ÷ 1000) x (8 x 30) =  288 ยูนิต

สมมติว่าค่าไฟ 4 บาท/หน่วย = 288 x 4 = 1,152 บาท

วิธีคิดค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า

หลักการอัตราก้าวหน้าของการไฟฟ้า

วิธีคิดค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) คือ หลักการจัดเก็บค่าไฟฟ้าที่ "ยิ่งใช้มาก ยิ่งจ่ายต่อหน่วยแพงขึ้น" ซึ่งนโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะแบ่งช่วงการใช้งานออกเป็นระดับ ดังนี้ 

1.1 อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน

- 15 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก ( หน่วยที่ 1 – 15 ) หน่วยละ 2.3488 บาท

- 10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 16 – 25) หน่วยละ 2.9882 บาท

- 10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 26 – 35) หน่วยละ 3.2405 บาท

- 65 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 36 – 100) หน่วยละ 3.6237 บาท

- 50 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 101 – 150) หน่วยละ 3.7171 บาท

- 250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151 – 400) หน่วยละ 4.2218 บาท

- เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป) หน่วยละ 4.4217 บาท

- ค่าบริการ (บาท/เดือน ) : 8.19

1.2 อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือน

- 150 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1 – 150) หน่วยละ 3.2484 บาท

- 250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151 – 400) หน่วยละ 4.2218 บาท

- เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป) หน่วยละ 4.4217 บาท

- ค่าบริการ  : 38.22 บาท/เดือน

ตัวอย่างการคำนวณตามขั้นบันได

ตัวอย่าง บ้านที่ใช้ไฟไปทั้งหมด 500 หน่วย

1. คำนวณค่าพลังงานไฟฟ้าแบบขั้นบันได โดยแบ่งการใช้ไฟ 500 หน่วย ออกเป็น 3 ส่วนตามอัตราก้าวหน้า คือ

- 150 หน่วยแรก 150 หน่วย x 3.2484 บาท = 487.26 บาท

- 250 หน่วยถัดมา (หน่วยที่ 151 – 400) 250 หน่วย x 4.2218 บาท = 1,055.45 บาท

- 100 หน่วยสุดท้าย (หน่วยที่ 401 – 500) 100 หน่วย x 4.4217 บาท = 442.17 บาท

รวมค่าพลังงานไฟฟ้า = 487.26 + 1,055.45 + 442.17 = 1,984.88 บาท

2. คำนวณค่า Ft ซึ่ง ค่า Ft  ของเดือน ม.ค. - เม.ย. 69 อยู่ที่ 9.72 สตางค์/หน่วย หรือ 0.0972 บาท/หน่วย

ดังนั้น ค่า Ft = 500 หน่วย x 0.0972 บาท = 48.6 บาท

3. รวมยอดก่อนภาษี

ค่าพลังงานไฟฟ้า = 1,984.88  บาท

ค่า Ft = 48.6 บาท

ค่าบริการรายเดือน = 38.22 บาท

ยอดรวม (ก่อนบวกภาษี) = 1,984.88 + 48.6 + 38.22 = 2,071.7 บาท

4. คำนวณภาษีและยอดสุทธิ

- ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% คือ 2,071.7 บาท x 7% = 145.019 บาท

ยอดสุทธิที่ต้องจ่าย คือ 1,980.76 + 138.65 = 2,216.719 บาท

ความแตกต่างระหว่างบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.1 และ 1.2

อัตราการใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยแบ่งเป็นประเภท 1.1 และ 1.2 ตามขนาดมิเตอร์และปริมาณการใช้ไฟต่อเดือน โดยประเภท 1.1 เหมาะกับบ้านที่ใช้ไฟน้อย ส่วน 1.2 สำหรับบ้านที่ใช้ไฟมากกว่า

สำหรับผู้ใช้ไฟที่ติดตั้งมิเตอร์ขนาดไม่เกิน 5 แอมป์ จะอยู่ในอัตรา 1.1 แต่ถ้าใช้ไฟเกิน 150 หน่วยต่อเดือนติดต่อกัน 3 เดือน ในเดือนถัดไปจะถูกปรับไปอยู่ในอัตรา 1.2 ซึ่งมีค่าไฟแพงกว่า ส่วนถ้าใช้ไฟไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือนติดต่อกัน 3 เดือน ก็จะกลับมาอยู่ในอัตรา 1.1 ได้ตามเดิม

แต่ถ้าบ้านไหนติดตั้งมิเตอร์ขนาดใหญ่กว่า 5 แอมป์ จะอยู่ในอัตรา 1.2 ตลอดไป ไม่สามารถกลับไป 1.1 ได้ แม้จะลดการใช้ไฟลง ดังนั้นเจ้าของบ้านที่อยากได้อัตราไฟถูกกว่าควรเลือกมิเตอร์ขนาดเล็กและควบคุมการใช้ไฟให้ต่ำกว่า 150 หน่วยต่อเดือนอย่างต่อเนื่อง

เครื่องมือช่วยคำนวณค่าไฟ

ลิงก์โปรแกรมคำนวณค่าไฟของ MEA/PEA 

- ระบบคำนวณค่าไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (MEA)

https://www.mea.or.th/our-services/mea-service/e-service/electric-monthly-calculate

- ระบบประมาณการค่าไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

https://eservice.pea.co.th/EstimateBill/index.html

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ต้องใช้ข้อมูลอะไรบ้างในการคำนวณค่าไฟแอร์ติดผนัง?

A: ต้องมี 3 ข้อมูลหลักจากป้ายสเปคหรือฉลากเบอร์ 5 คือ กำลังวัตต์ (W) หรือแอมป์, ค่า SEER/EER, ค่า BTU พร้อมชั่วโมงใช้งาน/วัน และค่าไฟต่อหน่วย

Q: แอร์ติดผนัง 1,200 วัตต์ ใช้กี่หน่วยต่อเดือนถ้าเปิดวันละ 8 ชั่วโมง?

A: หาได้จากจากสูตร (กำลังไฟฟ้า (วัตต์) ÷ 1000) x จำนวนชั่วโมงที่ใช้ใน 1 เดือน = จำนวนหน่วย (ยูนิต)

ดังนั้น (1,200 ÷ 1000) x (8 x 30) =  288 ยูนิต

Q: การล้างแอร์ช่วยลดค่าไฟได้เท่าไรและควรล้างบ่อยแค่ไหน

A: ช่วยลดได้ถึง 10-25% ดังนั้นจึงควรล้างแอร์โดยช่างมืออาชีพ ทุก ๆ 6 เดือน เพราะถ้ามีฝุ่นอุดตันก็จำทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานหนักขึ้น และควรล้างแผ่นกรองฝุ่น (Filter) ด้วยตัวเองทุก 2 สัปดาห์ เพื่อช่วยให้ประหยัดค่าไฟได้มากขึ้น

เรียกได้ว่า การรู้วิธีคิดค่าไฟและวิธีคำนวณค่าไฟจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ไม่ว่าจะแอร์ติดผนังที่กินไฟหนัก หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ แถมยังช่วยให้คุณเห็นภาพชัด คำนวณบิลล่วงหน้า วางแผนลดการใช้ และเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่คุ้มค่าได้อย่างมั่นใจ